หลังการปะทะกันนานห้าวัน มีผู้เสียชีวิตถึง 43 คน ประเทศไทยและกัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจาทางการทูต และลงนามข้อตกลง ณ. ศรีประธานะที่เขตสหพันธ์รัฐปุตราจายา ประเทศสหพันธ์รัฐมาเลเซีย
นาย อันว้า อิบรอฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะผู้นำอาเซียน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยุติความขัดแย้งของสองประเทศเพื่อนบ้าน โดยสื่อสารว่าอาเซียนคือภูมิภาคแห่งสันติสุข ซึ่งมันไม่ควรมีการใช้อาวุธทั้งสองฝ่ายไม่ว่าในเหตุผลใดๆ ก็ตาม
มาเลเซียในฐานะประเทศกลางได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกที่ได้ช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ท่านผู้อ่านรู้หรึไหมว่าในอดีต ประเทศไทยก็เคยมีบทบาทเช่นเดียวกันในการไกล่เกลี่ยระหว่างมาเลเซียกับอินโดนีเซีย
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ตอนที่ผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 1 พ่อของเขาเป็นทหารประจำชายฝั่งมะรีบ รัฐเซอลังงอร์ เพื่อป้องกันการบุกรุกของกองกำลังจากประเทศอินโดนีเซีย พวกเขาได้ส่งกล้วยหนังสปริงโจมตีนาวิกโยธินที่รัฐยะโฮร์ แต่การสู้รบจริงเกิดขึ้นบริเวณพรมแดนระหว่างซาบาห์และกาลิมันตัน การปะทุครั้งนี้เรียกว่า “Konfrontasi” ซึ่งมันใช้เวลานานเกือบสามปีและคร่าชีวิตกว่า 600 คน
วันที่ 29 พฤษภาคม 2509 กรุงเทพได้รับบทบาทเป็นที่ตั้งของการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมี นาย ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ส่วนตัวแทนจากประเทศมาเลเซีย นาย ราซัค ฮูเซ็น รองนายกรัฐมนตรี และผู้นำทีมจากประเทศอินโดนีเซีย นาย อดัม มาลิก ซึ่งเป็นรัฐมนตรีการต่างประทศของอินโดนีเซีย
แม้ ตุนกู อับดุล ราห์มัน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แต่ดูแลกระทรวงต่างประเทศแทนรัฐบาลชุดที่ตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี พ.ศ. 2507 ซึ่ง เปอริกาตัน หรือ สัมพันธมิตร คว้าชัยอย่างท่วมท้น นับเป็นคณะรัฐมนตรีชุดที่สามของตุนกู หรือว่า Rahman Third Cabinet ณ. ภาษาอังกฤษ
นาย อดัม มาลิก ขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีอินโดนีเซีย และได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศใน “Second Revised Dwikora Cabinet” ภายใต้การนำของ สุฮาร์โต หลังจากเหตุการณ์ “G30S” เมื่อปี พ.ศ. 2508 ที่ทำให้ ซูการ์โน เสื่อมอำนาจและสุฮาร์โตก้าวขึ้นเป็นผู้นำ de facto โดยปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง
การเจรจาดังกล่าวเป็นการประชุมระหว่างรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ซึ่งได้รับมอบอำนาจเต็มที่ในการยุติความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีไทย นาย ถนอม กิตติขจร มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย จึงเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพผู้จัดการเจรจากันระว่างสองประเทศ
ประเทศไทยรับรองการก่อตั้งประเทศมาเลเซียทันทีหลังการประกาศในวันที่ 16 กันยายน 2506 และอินโดนีเซียจึงยอมรับมาเลเซียตามมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2509
ในปี 2504 ได้มีการก่อตั้งองค์การเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASA) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ก่อนที่แนวคิดขยายเป็นอาเซียนจะก่อตัว
อย่างไรก็ตาม ASA สะดุดเมื่อมีข้อขัดแย้งรอบด้าน เช่น ฟิลิปปินส์คัดค้านการก่อตั้งมาเลเซียเนื่องจากเรียกร้องสิทธิในรัฐซาบาห์ จน ASA ขาดบทบาทอย่างแท้จริงในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ค.ศ.
ต่อมาแนวคิด “Maphilindo” ที่ตั้งใจรวบรวมมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย เพื่อสร้างรวมกลุ่มทางวัฒนธรรม ล่มสลายหลังจาก ซูการ์โน ยกระดับความขัดแย้งกับมาเลเซียผ่าน Konfrontasi ของอินโดนีเซีย
ในปี 2509 สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มไปด้วยสงครามในอินโดจีน รวมถึงเวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยมีมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเข้าร่วมกัน
เมื่ออินโดนีเซียยอมรับมาเลเซียได้สำเร็จแล้ว ก็เปิดทางให้ ASA เป็นแรงผลักดันสู่การก่อตั้งอาเซียน และขยายแนวคิด Maphilindo ไปข้างหน้า ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีสมาชิกเริ่มต้นคือ เมืองไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์
ในยุคแรกของมัน อาเซียนถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนและไม่นำพาประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เช่น เมียนมาร์ เป็นต้น
เหตุการณ์อื่นๆ ต่อเนื่อง เช่น สงครามเวียดนามสงครามกลางในกัมพูชา และการรวมชาติของเวียดนาม ทำให้เกิดความท้าทายต่ออาเซียนในการยอมรับความเป็นจริงใหม่
สุดท้าย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1999 ค.ศ. อาเซียนก็มีสมาชิกครบ 10 ประเทศ
อนึ่ง ในเดือนตุลาคม 2568 ที่จะถึงมานี้ เขตสหพันธ์รัฐกัวลาลัมเปอร์ของมลายูเซีย จะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะประกาศรับ ติมอร์ ลอเรส เป็นสมาชิกที่ 11 อย่างเป็นทางการ
อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่ส่งเสริมสันติภาพ จึงในมุมมองของประเทศสมาชิกอาเซียน ไม่ควรเกิดสงครามระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แม้ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชาจะเกิดขึ้น อาเซียนก็พร้อมที่จะเป็นตัวกลางเพื่อจะไขปัญหาทางการฑูตโดยเฉพาะในช่วงที่ มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ แล้วก็ต่อจากนี้คือฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ซึ่งจะขึ้นเวทีเป็นประธานของอาเซียน
ความทันสมัยของยุคปัจจุบันมันก็ทำให้ข่าวสารสามารถแพร่ได้รวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดียต่างประเท
สงครามหลายแห่งก็จะถูกทราบทั่วโลกโดยทันที เช่นเดียวกับการเจรจาสันติภาพที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงบทบาทของมาเลเซีย ต่างจากอดีตกาลที่การรับรู้ข่าวสารจำกัดอยู่แค่ในวิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์
บทเรียนจาก Konfrontasi และสงครามไทย–กัมพูชาคือ: ถ้าอยากสร้างอนาคตที่ดี คนเราก็อย่าทำสงครามกัน แต่คนเราควรใช้การฑูตและความร่วมมือในกลุ่มของอาเซียน ดังนั้น “นี่แหละคือจิตวิญญาณของอาเซียน เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และ ความเจริญรุ่งเรืองกันแลกกัน”