ชาวมินังกาเบาในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายมินังกาเบาทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของประชากรมาเลเซีย และตามกฎหมายมาเลเซียส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวมลายู ชาวมินังกาเบามีต้นกำเนิดจากสุมาตราตะวันตก และมีประวัติการอพยพมายังมาเลเซียมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในรัฐเนกรีเซมบิลันที่ชาวมินังกาเบามีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านประชากร การเมือง และวัฒนธรรม ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 ชาวมินังกาเบาเดินทางมาถึงเนกรีเซมบิลันผ่านมะละกา และตั้งถิ่นฐานแรกที่เมืองเร็มเบา พวกเขามีอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าชาว โอรัง อัสลี (ชนพื้นเมือง) ในพื้นที่ และจากการแต่งงานระหว่างชาวมินังกาเบากับชาว โอรัง อัสลี ได้เกิดตระกูล บีดัวนดอ ซึ่งเป็นต้นสายของหัวหน้าท้องถิ่นในเนกรีเซมบิลัน (ปะหงูหลู และ อุนดัง) การอพยพครั้งแรกส่วนใหญ่มีต้นทางจากพื้นที่ ตาเน๊าะดาต้า และ พะยอกุมโบ๊ะ ในสุมาตราตะวันตก
ก่อนการสถาปนาตำแหน่ง หยัง ดิ เปอตวน เบอซ้า และสถาบันกษัตริย์ เนกรีเซมบิลันอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสุลต่านมะละกา และต่อมาสุลต่านยะโฮร์ ในศตวรรษที่ 18 เมื่อยะโฮร์อ่อนแอลงและไม่สามารถปกป้องเนกรีเซมบิลันจากการโจมตีของชาวบูกิสได้ ผู้นำเนกรีเซมบิลันจึงขออนุญาตเชิญเจ้าชายจากปาการูยุง (สุมาตราตะวันตก) มาปกครอง สุลต่านอับดุล จาลิลแห่งปาการูยุงได้ส่งราชาเมลาวาร์มาเป็นกษัตริย์ หรือ ยำตวนเบอซ้า ที่เมืองเซรีเมนานติ
ชาวเนกรีเซมบิลันปฏิบัติตามประเพณี อะดั๊ตปฤปะติ๊ะ ซึ่งเป็นระบบการสืบทอดทางสายมารดา ทั้งการสืบสายตระกูลก็ถูกกำหนดโดยเชื้อสายฝ่ายมารดาเช่นกัน
การสำรวจประชากรในมาเลเซียไม่ได้จัดให้ชาวมินังกาเบาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แยกต่างหาก แต่จัดว่าเป็นชาวมาเลย์ อย่างไรก็ตาม จากการประมาณ มีชาวมินังกาเบาประมาณ 989,000 คนอาศัยอยู่ในมาเลเซีย แม้จะมีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของประชากร แต่การมีอยู่ของพวกเขามีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมาเลเซีย ก่อนการประกาศเอกราช มีชาวมินังกาเบาหลายคนที่มีบทบาทสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า นักบวช และนักการเมือง เช่น ดาโต๊ะ จันนาตอน นาโคดา อินตัน และนาโคดา เกอซิล ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ค้าขายบนเกาะปีนัง ในศตวรรษที่ 19 มูฮัมหมัด ซาเลห์ อัล-มินังกาเบาอี ได้เป็นมุฟตีแห่งรัฐเปรัก และอุสมาน บิน อับดุลลอฮ์ ได้เป็นกอฎีคนแรกในกัวลาลัมเปอร์ นอกจากนี้ โมฮัมเหม็ด ตาอิบ บิน ฮาจิ อับดุล ซามัด ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ได้บุกเบิกพื้นที่ช็อว์กิตในกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มีบุคคลสำคัญชาวมินังกาเบาหลายคนที่เป็นนักการเมือง เช่น อับดุลลอฮ์ ซี.ดี., อาหมัด บูสตะมาม, บูรฮานุดดิน อัล-ฮิลมี, ชัมเซียห์ ฟาเกะห์ และม็อกห์ตารุดดิน ลาสโซ
ชาวบูกิส
ชาวบูกิสในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายบูกิสทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของประชากรมาเลเซีย และตามกฎหมายมาเลเซียส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวมาเลย์
ในมาเลเซียมีชาวบูกิสอยู่สองกลุ่มหลัก คือ ชาวบูกิส-มาเลย์ และชาวบูกิสในรัฐซาบะฮ์ ชาวบูกิส-มาเลย์เป็นลูกหลานของผู้อพยพบูกิสที่เข้ามายังคาบสมุทรมาเลย์และรัฐซาราวักระหว่างศตวรรษที่ 17–20 และได้ผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมมาเลย์ ส่วนชาวบูกิสในรัฐซาบะฮ์ที่เข้ามาในศตวรรษที่ 20 ยังคงรักษาอัตลักษณ์บูกิสที่ชัดเจนไว้
ชาวบูกิสมีต้นกำเนิดจากสุลาเวสีใต้ และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์มาเลเซีย พวกเขาเคยมีส่วนโดยตรงในด้านการเมืองของอาณาจักรมลายู หลังสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนานสิ้นสุดลงในปี 2212 ชาวบูกิสจำนวนมากได้อพยพและเข้ามามีบทบาทในด้านการเมืองของสุมาตราและคาบสมุทรมาเลย์ พวกเขามีบทบาทสำคัญในการเอาชนะเมืองจัมบี และมีอิทธิพลอย่างมากในสุลต่านยะโฮร์ นอกจากชาวมาเลย์แล้ว กลุ่มที่มีอิทธิพลในยะโฮร์ช่วงนั้นคือชาวมินังกาเบา ทั้งชาวบูกิสและมินังกาเบาต่างตระหนักว่าการสิ้นพระชนม์ของสุลต่านมะห์มุดที่ 2 เปิดโอกาสให้พวกเขามีอำนาจในยะโฮร์
เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อพระเจ้าสุไลมาน บัดรูล อาลัม ชาห์ ต้องการควบคุมยะโฮร์และเรียว-ลิงกะ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านอับดุล จาลิล รอฮ์มัด ชาห์ (หรือราชาเกอซิล) ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบูกิสที่กลัน พระเจ้าสุไลมานสามารถยึดยะโฮร์และเรียว-ลิงกะจากราชาเกอซิลได้ และเพื่อเป็นการตอบแทน พระเจ้าสุไลมานได้มอบตำแหน่ง หยัง ดิ เปอตวน มูดา ให้แก่เดง มาเรวะห์ ซึ่งปกครองยะโฮร์และเรียว-ลิงกะ ตั้งแต่นั้นมา พระมหากษัตริย์ในสุลต่านยะโฮร์และสุลต่านสลังงอร์ก็มีเชื้อสายบูกิส การสำรวจประชากรในมาเลเซียก็ไม่ได้จัดให้ชาวบูกิสเป็นชาติพันธุ์แยกต่างหาก แต่จัดว่าเป็นชาวมาเลย์ การมีอยู่ของชาวบูกิสในมาเลเซียจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และการพัฒนาประเทศ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียหลายคนก็มีเชื้อสายบูกิส เช่น ตุน อับดุล ราซัก และบุตรชายของเขา นาจิบ ราซัก รวมทั้งบุคคลสาธารณะอีกหลายคน เช่น ยูนา นักร้องชื่อดังของมาเลเซีย
ในมาเลเซียยุคปัจจุบัน ชาวบูกิสถูกจัดว่าเป็น ภูมิบุตร์ เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อพยพจากอินโดนีเซียอื่น ๆ
ชาวบังกูลู
หลายกลุ่มชาติพันธุ์จากบังกูลูได้เดินทางมาถึงคาบสมุทรมลายู ซึ่งปัจจุบันคือมาเลเซีย ตั้งแต่สมัยอาณานิคม พวกเขาอพยพในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และตั้งถิ่นฐานในเมืองเล็กชื่อสุไหงโชห์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักว่าเป็นชุมชนลูกหลานบังกูลูที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูบังกูลู นอกจากนี้ยังมีชาวเล็มบักในกัมปงเล็มบัก (พื้นที่หนึ่งในสุไหงโชห์) และชาวระจังด้วย
ชาวชวา
ชาวชวาในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายชวาทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของประชากรมาเลเซีย และตามกฎหมายมาเลเซียส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวมลายู ชาวชวามีต้นกำเนิดจากเกาะชวา และมาเลเซียถือเป็นประเทศที่มีประชากรชวามากที่สุดนอกประเทศอินโดนีเซีย บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายคนในมาเลเซียก็มีเชื้อสายชวา
การอพยพของชาวชวามายังมาเลเซียเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม โดยคลื่นการอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยสุลต่านมะละกาในศตวรรษที่ 15 การแต่งงานทางการเมืองระหว่างอาณาจักร เช่น ระหว่างสุลต่านมันซูร์ ชาห์ แห่งมะละกากับเจ้าหญิง ราดิน กาลูห์ จันดรา กิรานา แห่งมัชปาหิต เป็นหลักฐานว่าการติดต่อระหว่างชนชาติเกิดขึ้นมานานแล้ว เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในต้นฉบับโบราณภาษามลายู Sulalatus Salatin ในศตวรรษที่ 16 ชาวชวาในมาเลเซียได้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและค่านิยมท้องถิ่นเป็นอย่างดี พวกเขารับเอาวัฒนธรรมมลายู ใช้ภาษามลายู และใช้ชื่อมลายู
การมีอยู่ของชาวชวาในมาเลเซียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และการพัฒนาประเทศ บุคคลทางการเมืองหลายคนได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลมาเลเซีย เช่น อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และมูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ของมาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีศิลปินชาวมาเลเซียเชื้อสายชวาหลายคน เช่น โมฮัมหมัด อัซวัน บิน โมฮัมหมัด นอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัก โดยอก นักธุรกิจและไอคอนแฟชั่น รวมถึง เฮอร์มัน ติโน ผู้บุกเบิกนักร้องเพลงดังกุตในมาเลเซีย
ชาวบันจาร์ในมาเลเซีย
ชาวบันจาร์ในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายบันจาร์ทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของประชากรมาเลเซีย และตามกฎหมายมาเลเซียส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวมลายู แต่ต่างจากคาบสมุทรมาเลย์ ในรัฐซาบะฮ์ ชาวบันจาร์ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แยกต่างหากจากชาวมลายู ในมาเลเซีย ชาวบันจาร์จำนวนมากยังคงพูดภาษาบันจาร์ได้อย่างคล่องแคล่ว และมีลักษณะทางวัฒนธรรมและอาหารที่คล้ายกับบ้านเกิดในกาลิมันตันใต้ ชุมชนบันจาร์ในมาเลเซียสามารถพบได้เกือบทั่วประเทศ
ชาวบันจาร์ได้อพยพมายังคาบสมุทรมลายูมาหลายร้อยปีแล้ว รุ่นแรกเริ่มต้นด้วยการทำการเกษตร หลายคนอาศัยอยู่ในพื้นที่บากันเซอไรและซุงไกมานิกในรัฐเปรัก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวบันจาร์มีส่วนช่วยในการขับไล่คอมมิวนิสต์ออกจากมาเลเซีย
ชาวบาเวียนในมาเลเซีย
ชาวบาเวียนในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายบาเวียนทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย กลุ่มชาติพันธุ์บาเวียนในมาเลเซียมีจำนวนไม่มากเท่ากับชาวมินังกาเบา ชวา และบูกิส แต่ถึงอย่างนั้นก็ถูกจัดว่าเป็นชาวมลายู ชาวบาเวียนหรือชาวบอยันมีต้นกำเนิดจากเกาะบาเวียน ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกาะชวา
ในมาเลเซีย ชาวบาเวียนเป็นที่รู้จักกันในชื่อชาวบอยันหรือชาวบาเบียน คำว่า “บอยัน” จริง ๆ หมายถึงคนขับรถหรือคนสวน เพราะในช่วงแรกของการอพยพ ชาวบาเวียนจำนวนมากทำงานเป็นคนขับรถหรือคนสวนในมาเลเซีย
การขาดเอกสารและบันทึกทางประวัติศาสตร์ทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าชาวบาเวียนเข้ามาในมาเลเซียตั้งแต่เมื่อใด มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการเข้ามาของชาวบาเวียนในคาบสมุทรมลายู โดยมีความเห็นว่ามีชาวบาเวียนชื่อโต๊ะอายาร์ที่เดินทางมาถึงมะละกาในปี ค.ศ.2362 จากมะละกา ชาวบาเวียนก็ได้กระจายไปยังพื้นที่หุบเขากลันในรัฐสลังงอร์ เช่น อัมปัง โกมบัก บาลากง และชาห์อาลัม การสำรวจประชากรในมาเลเซียไม่ได้จัดให้ชาวบาเวียนหรือชาวบอยันเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แยกต่างหาก แต่ถูกจัดว่าเป็นชาติพันธุ์มลายู การมีอยู่ของชาวบาเวียนในมาเลเซียจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และการพัฒนาประเทศมาเลเซีย
ชาวอาเจะห์ในมาเลเซีย
ชาวอาเจะห์ในมาเลเซีย คือผู้ที่มีเชื้อสายอาเจะห์ทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งเกิดหรืออพยพมาอยู่ในมาเลเซีย พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของประชากรมาเลเซีย และตามกฎหมายมาเลเซียส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวมลายู ชาวอาเจะห์มีต้นกำเนิดจากจังหวัดอาเจะห์ที่ปลายเหนือของเกาะสุมาตรา
การมีอยู่ของชาวอาเจะห์ในมาเลเซียมีมานานหลายร้อยปี ความสัมพันธ์ระหว่างอาเจะห์กับประเทศต่าง ๆ ในคาบสมุทรมลายูมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะในปีนัง ชาวอาเจะห์มีส่วนช่วยอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพริกไทย
ในช่วงสงครามต่อต้านการยึดครองของดัตช์ อาเจะห์ใช้ปีนังเป็นสถานที่สำหรับการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อขัดขวางการล่าอาณานิคมของดัตช์ มัสยิดเลอบูห์อาเจะห์เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในปีนัง ปัจจุบันมีการประมาณว่ามีชาวมาเลเซียเชื้อสายอาเจะห์หลายแสนคนอาศัยอยู่ในประเทศ หลายคนมีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลในมาเลเซีย เช่น นักแต่งเพลงและนักร้อง พี. รัมลี และอดีตรัฐมนตรี ซานูซี จูนิด